บทที่ 3 หมากล้อมกับหัวใจ

ตอนที่ 3 หมากล้อมกับหัวใจ

หลายเดือนต่อมา...

หลังจากที่พี่สาวทั้งสองขึ้นเกี้ยวเข้าพิธีอภิเษกตามราชโองการ เจินอิ่งหลัวก็ตั้งใจเรียนมากขึ้น เมื่อถึงเวลาเรียนวิชาหมากล้อมนางก็จะตั้งใจเป็นพิเศษ

ก่อนหน้านี้นางมักจะเล่นหมากล้อมกับผู้เป็นบิดาบ่อยครั้ง

หานอวิ๋นเฉิงเองก็สังเกตเห็นเช่นกันว่าอีกฝ่ายดูกระตือรือร้นเมื่อทราบว่าวันนี้จะได้เรียนวิชาหมากล้อม แม้หานอวิ๋นเฉิงจะเชี่ยวชาญศิลปะสี่แขนง[1] แต่วิชาหมากล้อมนั้น แม้แต่เจินกั๋วกง ผู้เป็นบิดาของนาง ยังเคยพ่ายให้หานอวิ๋นเฉิงติดต่อกันถึงสามกระดาน

            แต่เมื่อได้สอนอิ่งหลัวอยู่หลายเดือนก็อดยอมรับไม่ได้ว่า ศิษย์ผู้นี้มีพรสวรรค์ด้านหมากล้อมอยู่ หากส่งเสริมเพิ่มเติมไม่แน่ว่านางอาจมีฝีมือหาจับยาก

ภายในห้องหนังสือ...

            กระดานหมากล้อมยังวางอยู่บนโต๊ะ หมากดำและหมากขาวเรียงรายราวกับเพิ่งผ่านศึกใหญ่ อิ่งหลัวเม้มริมฝีปาก มองกระดานด้วยสีหน้าเสียดาย ก่อนใช้นิ้วแตะเม็ดหมากสีขาวเบา ๆ

“หากเมื่อครู่ข้าวางตรงนี้...คงไม่แพ้แล้วกระมังเจ้าคะ”

หานอวิ๋นเฉิงทอดสายตามองตำแหน่งที่นางชี้ ก่อนเอ่ยเสียงเบา“หากเจ้าวางตรงนั้น”เขาคีบหมากดำขึ้นอย่างมั่นคง วางลงบนกระดานด้วยเสียง กึก

“ข้าจะเดินตานี้”จากนั้นปลายนิ้วเรียวยาวก็ขยับหมากต่อเนื่องอีกสามสี่ตำแหน่ง พร้อมอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เจ้าจะรักษาพื้นที่ฝั่งตะวันตกไว้ได้ แต่หลังจากนั้นข้าจะตัดลมหายใจของหมากกลุ่มนี้เสีย”เอ่ยจบเขาใช้นิ้วแตะหมากสีขาวที่มุมกระดาน“เมื่อถึงตาที่สิบสาม เจ้าจำต้องสละหมากห้าตัว”

คำกล่าวนั้นทำให้อิ่งหลัวขมวดคิ้ว นางจ้องกระดานก่อนจะรีบหยิบหมากขึ้นมาลองแก้หมากด้วยตนเอง“เช่นนี้เล่า”

หานอวิ๋นเฉิงเพียงเหลือบตามอง ก่อนวางหมากดำอีกเม็ดอย่างไม่ลังเล“หากเดินเช่นนั้น ตาที่สิบหก เจ้าจะแพ้มากกว่าเดิมสองแต้ม”เสียงของเขาสงบนิ่งราวกับมองเห็นผลลัพธ์อยู่แล้ว

อิ่งหลัวก้มหน้าลองเดินหมากตามที่เขาพูดทีละตา สีหน้าจากที่มั่นใจค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นตกตะลึง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆเมื่อเดินมาถึงตาสุดท้าย นางก็ชะงักมือ...เป็นดังที่เขากล่าวทุกประการ

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองอาจารย์ของตนอย่างไม่อยากเชื่อ แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม“ท่านอาจารย์...ท่านมองเห็นตั้งแต่แรกแล้วหรือเจ้าคะว่าจะเป็นเช่นนี้”

หานอวิ๋นเฉิงเก็บเม็ดหมากกลับลงในกล่องอย่างใจเย็น สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย“ผู้เล่นหมากล้อมที่ดี มิใช่ผู้เดินหมากเก่ง แต่คือผู้บังคับให้คู่ต่อสู้เดินในสิ่งที่ตนคาดไว้”

อิ่งหลัวมองใบหน้าหล่อเหลาสงบนิ่งของเขาไม่กะพริบตา หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่ได้

บุรุษผู้นี้...ไม่เพียงหล่อเหลา แต่ยังเก่งกาจเสียจนทำให้ผู้คนยอมศิโรราบ

1 ชั่วยาม(2 ชั่วโมง)ต่อมา...

หลังจากสอนฝึกทักษะหมากล้อมเสร็จ อิ่งหลัวสูดลมหายใจเข้าลึก อีกไม่กี่เดือน หานอวิ๋นเฉิงจะไม่ได้สอนนางอีกแล้ว ดังนั้นนางต้องคว้าโอกาสนี้ไว้

“ท่านอาจารย์...”

อวิ๋นเฉิงไม่เงยหน้าขึ้น เพียงเอ่ยตอบเรียบ ๆ“ว่าอย่างไร”

“ข้าขอถามได้หรือไม่เจ้าคะ”

“หากเป็นเรื่องอื่นที่นอกเหนือจากการเรียน ไม่ควรถาม”เขาเอ่ยก่อนจะยกถ้วยชาจรดริมฝีปาก

คำตอบนั้นทำให้อิ่งหลัวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนกลอกตาอย่างห้ามไม่ได้ แน่นอน ว่านางจะถามเรื่องนอกตำรา นางคิดมาแล้ว วันนี้..นางจะสารภาพรักกับเขาให้ได้

"ท่านอาจารย์ ท่านคิดมีฮูหยินหรือไม่"

คำถามนั้นทำให้อวิ๋นเฉิงแทบสำลักน้ำชา เขารีบวางถ้วยลงบนโต๊ะ พลางไอเบา ๆ สองสามครั้ง เมื่อหายไอแล้ว เขาหันมองศิษย์สาวด้วยสายตาตำหนิ

"ดูเหมือนว่าข้าจะสอนเจ้าไม่ดีจริงๆถึงได้กล่าวประโยคเช่นนี้ออกมาอย่างน่าไม่อาย"น้ำเสียงของเขายังคงสุขุม แต่ยังปนความตกใจ

อิ่งหลัวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเอ่ย

"ท่านอาจารย์ ข้าชอบท่าน"

คำสารภาพรักนั้นทำให้หานอวิ๋นเฉิงกำหมัดแน่น เดิมทีเขาคิดว่านางก็คงแค่เล่นสนุก แต่ครั้งนี้นางเล่นเกินขอบเขตแล้ว

อวิ๋นเฉิงคิดก่อนเอ่ยเสียงลอดไรฟัน"ลงโทษคัดตำรา หลี่จี้[2] บทว่าด้วยมารยาทระหว่างบุรุษและสตรี...หนึ่งร้อยจบ"

อิ่งหลัวตาโต"หนึ่งร้อยจบ?"

“ท่านอาจารย์! ข้าเพียงบอกรักท่าน ข้าผิดอะไร”นางยังไม่ยอมแพ้

“เพิ่มอีกห้าสิบจบ!”

สุดท้ายเจินอิ่งหลัวนั่งคัด หลี่จี้ ไปพลาง หาวหวอดไปพลาง ปลายพู่กันเคลื่อนไปตามกระดาษอย่างเชื่องช้า ดวงตาคู่งามเริ่มพร่ามัวด้วยความง่วง

"ผู้มีมารยาทพึงสำรวมวาจา..."นางอ่านประโยคเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนถอนหายใจยาว

นางรักเขา... มีสิ่งใดไม่เหมาะสมกัน เขาเองก็ไม่ได้มีใคร แม้จะอายุมากกว่านางถึงสิบสามหนาวก็ช่างเถิด

นางคิดอย่างน้อยอกน้อยใจ แต่แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจ ใบหน้าขาวนวลค่อย ๆ แดงเรื่อ

หรือว่านางควรจะรวบหัวรวบหางเขาเสีย?

อิ่งหลัวสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนกำหมัดแน่น"ข้าควรกล้าหาญเสียที"

เมื่อตัดสินใจได้ นางก็วางพู่กันลงทันที ก่อนลุกพรวดเดินตรงไปยังโต๊ะของอวิ๋นเฉิง

อวิ๋นเฉิงที่กำลังอ่านตำรา เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

"คัดเสร็จแล้วหรือ"อิ่งหลัวไม่ตอบคำถามนั้น นางยืนตัวตรง มองเขาไม่กะพริบตา

อวิ๋นเฉิงชะงักเล็กน้อย

"ข้ารักท่านแล้ว สมรสกับข้าเสียเถิด"สิ้นประโยค บรรยากาศทั้งห้องก็พลันเงียบงัน

อวิ๋นเฉิงเงยหน้าขึ้นมองศิษย์สาวเต็มตาเป็นครั้งแรก

"คุณหนูสาม!"เขาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน มือหนาตบโต๊ะจนเกิดเสียงดัง ปึก! พลางลุกขึ้นยืนทันที สีหน้าที่สงบนิ่งมาตลอดเริ่มมีร่องรอยของความตกใจ

“ข้าเป็นอาจารย์ของเจ้า ส่วนเจ้าคือศิษย์ ข้าไม่มีวันจับศิษย์ของตนมาเป็นฮูหยินเด็ดขาด!”

อิ่งหลัวกลับไม่ยอมถอย"ข้าไม่สนแล้ว"นางสูดหายใจเข้าลึก ดวงตาแน่วแน่"ข้าจะเป็นฮูหยินท่านให้ได้!"นางก้าวเข้าไปอีกหนึ่งก้าว

“ไปคัดต่อเสีย!”หานอวิ๋นเฉิงสวนกลับทันที

แต่แล้วอิ่งหลัวก็ทำในสิ่งที่เขาไม่คาดคิด

"ท่านอาจารย์...เป็นของข้าเสียเถิด"กล่าวจบ อิ่งหลัวก็รวบรวมความกล้าทั้งหมด พุ่งเข้าไปหาเขา สองมือคว้าคอเสื้ออีกฝ่ายไว้ ก่อนดึงให้โน้มตัวลงมา

จุ๊บ!

!!!!

[1] ศิลปะสี่แขนงของบัณฑิตจีนโบราณ ได้แก่ ฉิน(พิณ) ฉี(หมากล้อม) ซู(คัดอักษร) ฮว่า(วาดภาพ)

[2] หลี่จี้ หรือ คัมภีร์มารยาท ใช้สอนเรื่อง มารยาท รวมถึง ระเบียบ แบบแผน การประพฤติตน ตามฐานะ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป